RFID ย่อมาจากคำว่า Radio Frequency Identification เป็นเทคโนโลยีไร้สายที่ใช้ระบุลักษณะเฉพาะของคน สัตว์ และสิ่งของ ด้วยการติดแผ่นป้ายอิเล็กทรอนิกส์ (Tags) ที่มีการลงโปรแกรมควบคุมที่ระบุอย่างเฉพาะเจาะจง โดยติดไปกับสิ่งที่ต้องการตรวจสอบ และระบุถึงข้อมูลของสิ่งนั้นๆ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นการนำเอาคลื่นวิทยุมาเป็นคลื่นพาหะเพื่อใช้ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ 2 ตัวที่เรียกว่า แผ่นป้าย (Tag) และตัวอ่านข้อมูล (Reader หรือ Interrogator)

รูปที่ 1 แผนผังการทำงานของระบบ RFID
องค์ประกอบของระบบ RFID
RFID Tag หรือ Label คือแผงวงจรวิทยุขนาดเล็กบรรจุข้อมูลความจำ (Memory chip) บนแผ่นกระดาษขนาด 2 ตารางนิ้ว ที่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 2,000 บิตต่อชิปหนึ่งตัว RFID TAG มี 2 ชนิดคือ
Active Tag : ประกอบด้วยเครื่องรับ-ส่งคลื่นวิทยุ และแบตเตอรี่ที่ให้พลังงานในตัวเอง ทำให้สามารถรับ-ส่งสัญญาณข้อมูลกับ RFID Reader ได้ในระยะไกล สามารถทำงานในบริเวณที่มีสัญญาณรบกวนได้ดี และสามารถอ่านและเขียนข้อมูลลงใน Tag ชนิดนี้ได้ แต่มีข้อเสียคือ มีอายุการใช้งานจำกัดตามอายุของแบตเตอรี่ และมีราคาแพงกว่าแบบ Passive Tag
Passive Tag : ไม่มีแบตเตอรี่ในตัวเอง น้ำหนักเบา อายุการใช้งานไม่จำกัด และราคาถูกกว่าแบบ Active Tag ลักษณะการทำงานคือ เมื่อได้รับสัญญาณที่ RFID Reader ส่งมา (อยู่ภายในรัศมีสัญญาณ ประมาณ 3 เมตร) จะทำการแปลงสัญญานนั้นเป็นพลังงาน(Beam Powered) เพื่อใช้ในการส่งข้อมูลของตัวเองกลับไปยัง Reader โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Backscatter แต่ข้อเสียคือระยะการรับส่งข้อมูลใกล้ ตัวอ่านข้อมูลต้องมีความไว้สูง และจะถูกรบกวนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ง่าย
RFID Reader หรือ Interrogator คือตัวอ่านข้อมูล มีหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาจาก Tag แล้วทำการตรวจสอบความผิดพลาดของข้อมูล ถอดรหัสข้อมูล และนำข้อมูลผ่านเข้าสู่กระบวนการต่อไป ซึ่ง Reader ที่ดีต้องมีความสามารถในการป้องกันการอ่านข้อมูลซ้ำ เช่นในกรณีที่ Tag ถูกวางทิ้งอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ Reader สร้างขึ้น หรืออยู่ในระยะการรับส่ง ก็อาจทำให้ Reader ทำการรับหรืออ่านข้อมูลจาก Tag ซ้ำอยู่เรื่อย ๆไม่สิ้นสุด ดังนั้น Reader ที่ดีต้องมีระบบป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้ ที่เรียกว่าระบบ "Hands Down Polling" โดย Reader จะสั่งให้ Tag หยุดการส่งข้อมูลในกรณีเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว หรืออาจมีบางกรณีที่มี Tag หลาย Tag อยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า "Batch Reading" Reader ควรมีความสามารถที่จะจัดลำดับการอ่าน Tag ทีละตัวได้
3. Antenna เป็นสายอากาศที่เชื่อมต่อกับ Reader เป็นตัวรับและส่งคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งเป็นคลื่นพาหะ ที่ผ่านการทำมอดูเลต กับข้อมูลแล้ว ซึ่งการรับส่งคลื่นมี 2 วิธีด้วยกัน คือ วิธีเหนี่ยวนำคลื่น แม่เหล็กไฟฟ้า (Inductive Coupling หรือ Proximity Electromagnetic) กับ วิธีการแผ่คลื่นแม่ เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Propagation Coupling) ดังรูป

รูปที่ 2 แสดงการสื่อสารระหว่าง Tag และ Reader
หลักการทำงานเบื้องต้น
1. Reader จะทำการปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ออกมาตลอดเวลา และคอยตรวจจับว่ามีแท็กเข้ามาอยู่ ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหรือไม่
2. เมื่อมี Tag เข้ามาอยู่ในบริเวณสนามแม่เหล็กไฟฟ้า Tag จะได้รับพลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยว นำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้ Tag เริ่มทำงานและจะส่งข้อมูลในหน่วยความจำที่ผ่านการมอดูเลต กับคลื่นพาหะ แล้วออกมาทางสายอากาศที่อยู่ภายใน Tag
3. คลื่นพาหะที่ถูกส่งออกมาจาก Tag จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแอมปลิจูด, ความถี่ หรือเฟส ขึ้นอยู่กับ วิธีการมอดูเลต
4. Reader จะตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของคลื่นพาหะ แปลงออกมาเป็นข้อมูลแล้วทำการถอดรหัส เพื่อนำข้อมูลไปใช้งานต่อไป

รูปที่ 3 ตัวอย่างการใช้งาน Tag และ Reader
การประยุกต์ใช้งาน RFID จะมีลักษณะการใช้งานที่คล้ายกับบาร์โค้ด (Bar code) แต่ต่างกันตรงที่ Tag ของระบบ RFID สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลได้ ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถบันทึก หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อยู่ใน Tagsได้ และสามารถนำ Tags ไปติดกับกระดาษ พลาสติก ฝั่งในแก้ว หรือการ์ดก็ได้ขึ้นความเหมาะสมในการนำไปใช้งาน
รูปที่ 4 รูปแบบต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ RFID
วิวัฒนาการของ RFID จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
Radio Frequency Identification (RFID) : เทคโนโลยีไร้สายที่ใช้คลื่นวิทยุ ในการระบุลักษณะเฉพาะของคน สัตว์ และสิ่งของ เริ่มต้นขึ้นในศตวรรษที่ 20
20th Century
เทคโนโลยี RFID ถือกำเนิดมาจากพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า โดยนักวิทยาศาสตร์ได้มีการคิดค้นทฤทษฎีต่าง ๆ ในการนำเอาพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้ามาใช้กับการรับส่งคลื่นวิทยุ และพัฒนามาจนกลายเป็นเทคโนโลยี RFID ในที่สุด โดยประมาณปี 1922 ได้มีการพัฒนาเรดาร์ขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ในการตรวจจับ ระบุตำแหน่ง และความเร็วของวัตถุให้กับกองทัพ และในช่วงสุดท้ายของการพัฒนาเรดาร์นี้เองเทคโนโลยี RFID จึงถือกำเนิดขึ้น จากการรวมกันของเทคโนโลยีการกระจายคลื่นวิทยุ และ เรดาร์
1940s
ในปี 1948 มีการนำเสนอผลงานเกี่ยวกับ RFID ออกสู่สาธารณชน เรื่อง “ Communication by Means of Reflected Power.” โดย Harry Stockman
1950s : Early Exploration of RFID Technology
ยุคเริ่มต้นของการสำรวจเทคโนโลยี RFID มีผลงานการพัฒนาที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ได้แก่ "Application of the microwave homodyne" ของ F. L. Vernon's และ "Radio transmission systems with modulatable passive responder . ” ของ D.B. Harris ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนการพัฒนา RFID ให้ก้าวต่อไปข้างหน้า
1960s : RFID Become Reality
ยุคของการพัฒนาเทคโนโลยี RFID มีผลงานการพัฒนาได้แก่ "Field measurements using active scatterers" and "Theory of loaded scatterers" ของ R. F. Harrington , "Remotely activated radio frequency powered devices" ของ Robert Richardson , "Communication by radar beams" ของ Otto Rittenback , "Passive data transmission techniques utilizing radar beams" ของ J. H. Vogelman และ "Interrogator-responder identification system" ของ J. P. Vinding
และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของ RFID ได้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในปี 1960 จากการพัฒนาและจำหน่ายเครื่องตรวจจับอิเล็กทรอนิกส์เพื่อป้องกันขโมย ที่เรียกว่า Electronic Article Surveillance (EAS) ของบริษัท Sensormatic Checkpoint และบริษัทอื่น ๆ เช่น Knogo
1970s : Explosion of RFID Development.
การพัฒนาเทคโนโลยี RFID ได้รับความสนใจอย่างมาก ทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน โดยมีบริษัทใหญ่ ๆ เช่น Raytheon ทำการพัฒนา Raytag ,RCA and Fairchild พัฒนา "Electronic identification system" และ "Passive encoding microwave transponder" รวมถึงการพัฒนาจากสถาบันการศึกษา ซึ่งสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ คือ Los Alamos Scientific Laboratory ได้นำเสนอผลงานพัฒนาที่ก้าวหน้าและสำคัญ เรื่อง “Short-range radio-telemetry for electronic identification using modulated backscatter" โดย Alfred Koelle, Steven Depp และ Robert Freyman
และในยุคนี้ได้เริ่มมีการนำเอาเทคโนโลยี RFID มาใช้ในงานด้านอื่น ๆ อาทิเช่น ระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ การใช้งานในโรงงาน การติดตามสัตว์ หรือยานพาหนะ เป็นต้น
1980s : Commercial Applications of RFID
นับเป็นทศวรรษแห่งการใช้งานเทคโนโลยี RFID อย่างเต็มรูปแบบ ถึงแม้ว่าการพัฒนาจะแตกต่างกันไปในแต่ละส่วนของโลก แต่ความสนใจของสหรัฐอเมริกามุ่งไปที่การนำ RFID มาใช้ในระบบขนส่ง การเข้าถึงบุคคล และขยายไปถึงการติดตามสัตว์ สำหรับในยุโรปสนใจในระบบ Short-range สำหรับสัตว์ อุตสาหกรรม และด้านธุรกิจ ในประเทศอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และนอร์เวย์มีการเตรียมถนนหรือสะพานให้พร้อมสำหรับการใช้เทคโนโลยี RFID ในอนาคต จนในปี 1987 ประเทศนอร์เวย์ได้เริ่มใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นี้ในเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาใน ปี 1989 ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของ New York และ New Jersey เริ่มใช้กับรถบัสที่ผ่านอุโมงค์ Lincoln จะเห็นว่าในช่วง 10 ปีนี้เทคโนโลยี RFID ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญกับระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น และยังมีผู้พัฒนารายใหม่มากเพิ่มขึ้นทุกวัน
1990s : RFID becomes a part of everyday life.
เป็นทศวรรษสำคัญของ RFID มีการกำหนดมาตรฐาน RFID และมีการจดสิทธิบัตรมากกว่า 350 ฉบับ อีกทั้ง มีการนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์อย่างกว้างขวาง เช่นระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ที่สหรัฐอเมริกา ในปี 1991 มีการเปิดใช้งานบนทางหลวงใน Oklahoma และปี 1992 นำระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์นี้มาใช้ร่วมกับระบบบริหารการจราจรในพื้นที่ Houston มลรัฐ Harris รวมถึงประเทศแถบยุโรป แคนาดา เม็กซิโก อาร์เจนตินา แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงค์โปร์ และไทย
The 21st Century
ปัจจุบันได้เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยี RFID ให้ประยุกต์ใช้งานในเชิงพาณิชย์มากขึ้น อาทิเช่น การบริหารจัดการสินค้าในธุรกิจค้าปลีก การจัดการข้อมูลและประวัติผู้ป่วยในธุรกิจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลต่าง ๆ (Health Care) การจัดการข้อมูลสัตว์เลี้ยงของธุรกิจฟาร์มปศุสัตว์ (Animal Identification) การจัดการข้อมูลงานทะเบียนของภาครัฐ และการรักษาความปลอดภัย การเข้าออกของอาคาร สำนักงาน (Security Access) เป็นต้น
เทคโนโลยี RFID กับการพาณิชย์
ธุรกิจค้าปลีก
ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี RFID มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจค้าปลีก ด้านการบริหารจัดการสินค้า เพื่อให้สามารถควบคุมดูแลสินค้าได้ ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวน สั่งสินค้าจาก Suppliers จนส่งมอบสินค้าถึงมือลูกค้า และเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูล แบบ real-time ร่วมกันได้อย่างอัตโนมัติ โดยความท้าทายคือการหาวิธีในการบริหารจัดการข้อมูล ทั้งในเรื่องการกลั่นกรองข้อมูล ใช้ หรือแชร์ข้อ